เครื่องเอ็กซเรย์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการช่วยวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับฟันอย่างหนึ่งมีหลายชนิดเพื่อวัตถุประสงค์และเทคนิคการถ่ายที่แตกต่างกันประโยชน์ที่ได้รับก็แตกต่างกันด้วย เครื่องเอกซเรย์กะโหลกศีรษะ : ใช้ในการวิเคราะห์ความผิดปกติของเนื้องอกในกระดูกขากรรไกร ฟันคุด ฟันฝัง ความผิดปกติของรากฟัน อุบัติเหตุกระดูกขากรรไกรแตกร้าว รวมถึงช่วยวิเคราะห์ก่อนการจัดฟัน เป็นการเอ็กซเรย์ภายนอกช่องปากแต่สามารถเห็นขากรรไกรทั้งบน - ล่าง ฟันทุกซี่ได้พร้อมกัน รวมทั้งบางส่วนของไซนัส ข้อต่อขากรรไกร กระดูกสันหลังช่วงคอและกระดูกฐานจมูกอีกด้วย เพราะในบางกรณี เช่น ปวดฟันกระทั่งไม่สามารถอ้าปากได้การที่ต้องใส่ฟิล์มเข้าในปากเพื่อตรวจหาสาเหตุ คงเป็นเรื่องที่ทรมานอย่างแสนสาหัส : เทคนิคในการเอ็กซเรย์ที่ต่างกันก็จะได้ภาพและผลลัพธ์ที่ต่างกันด้วย เพราะถ้าเปลี่ยนท่ายืนจากด้านหน้าเป็นด้านข้าง ก็จะสามารถได้ภาพที่ช่วยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรในแนวหน้า - หลังได้ชัดเจน เครื่องเอ็กซเรย์ภายในช่องปากระบบดิจิตอล : เป็นเครื่องเอ็กซเรย์ภายในช่องปากที่ไม่จำเป็นต้องใช้ฟิล์มในการรับภาพ แต่จะใช้เซนเซอร์ที่มีขนาดเท่าฟิล์มทั่วไปเป็นตัวรับภาพ ซึ่งจะต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ปรากฏภาพในจอได้ทันที สามารถทำซ้ำและจัดเก็บในฮาร์ดดิสค์ได้ ป้องกันการสูญหายของฟิล์ม ประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องรอล้างฟิล์ม ระยะเวลาในการเอ็กซเรย์ฟิล์มทั่วไปประมาณ 0.65 วินาที แต่สำหรับระบบดิจิตอลใช้เวลาเพียง 0.16 วินาทีเท่านั้น ทำให้ปริมาณรังสีที่ได้รับลดปริมาณลง
CT Scan: Computed Tomography Scanner เป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่เกิดจากการคิดค้นของวิศวกรชาวอังกฤษชื่อ G.Hounsfields ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 โดยสอดร่างกายคนไข้ที่นอนบนเตียงเข้าไปในอุโมงค์ของเครื่อง และใช้รังสีเอกซเรย์ (X-Ray) ส่องผ่าน (Scan)อวัยวะส่วนที่ต้องการตรวจไปสู่ตัวรับสัญญาณ แล้วใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณและสร้างภาพ (Image)ออกมา ซึ่งแต่เดิมในการส่องผ่านแต่ละครั้งจะได้ภาพเพียงภาพเดียว ในปัจจุบันมีการพัฒนาโดยสามารถสร้างภาพได้หลายภาพ ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดและชัดเจนมากขึ้น โดยใช้ระยะเวลาในการตรวจสั้นลง และสามารถนำไปสร้างเป็นภาพ 3 มิติได้
เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
ประโยชน์ของ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์
1. ช่วยในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะต่างๆในร่างกาย รวมทั้งสามารถตรวจหลอดเลือด และกระดูกได้
2. ช่วยบอกระยะของโรค (กรณีที่เป็นมะเร็ง)
3. ใช้ในการตรวจติดตาม หลังการรักษา
4. ช่วยในการบอกตำแหน่ง เพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา
5. ช่วยบอกขอบเขตของก้อนในการรักษาด้วยรังสี (ฉายแสง)
ตัวอย่างอวัยวะที่ตรวจโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
สมอง ( Brain )
คอ ( Neck )
ไซนัส ( PNS )
หลังช่องจมูก ( Nasopharynx )
ช่องปาก (Oral cavity)
กล่องเสียง ( Larynx )
ช่องท้องส่วนบน ( Upper Abdomen )
ช่องท้องส่วนล่าง ( Lower Abdomen )
ช่องท้องทั้งหมด ( Whole Abdomen )
ปอด ( Chest ) กระดูกคอ ( C-Spine )
กระดูกสันหลังช่วงอก ( T-Spine )
กระดูกสันหลังช่วงเอว ( L-Spine )
ส่วนอื่น ๆ เป็นต้น
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
1. งดอาหาร, น้ำ และยาทุกชนิดก่อนตรวจ อย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อลดข้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการฉีดสารทึบรังสี ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยบางราย (ยกเว้นในการตรวจบางอย่าง หรือในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งรังสีแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา)
2. ควรได้รับการเจาะเลือด (ตรวจ BUN, Cr) ก่อนการตรวจ
3. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บางชนิด อาจต้องมีการรับประทานยาระบายก่อน อย่างน้อย 1 วัน ก่อนตรวจ โดยเฉพาะในรายที่ต้องการตรวจบริเวณช่องท้องส่วนล่าง (Lower Abdomen) และช่องท้องทั้งหมด (Whole Abdomen)เป็นต้น
4. ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ แพ้อาหารทะเล แพ้สารทึบรังสี โรคระบบทางเดินหายใจ โรคไต โรคเบาหวาน หรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนทำการตรวจ
5. ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจ เช่น ผู้ป่วยเด็กที่มีอาการสับสน ไม่รู้สึกตัว อาจต้องพิจารณาให้ยาระงับความรู้สึก เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหว เป็นการป้องกันการได้รับรังสีมาก
6. หากผู้รับบริการได้รับการตรวจโดยการรับประทาน หรือสวนสารทึบรังสี คือ แป้งแบเรียมซัลเฟต (Barium Sulphate) เช่น การตรวจกระเพาะอาหาร (GI study) , การตรวจลำไส้ใหญ่ (Barium Enema) ซึ่งจะทำให้เกิดรอยที่ไม่พึงประสงค์ (artifact) ต่อภาพได้ ควรทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ก่อน หรือหลังการตรวจดังกล่าว 1 อาทิตย์ จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแป้งแบเรียมตกค้างอยู่ในร่างกาย
*-----------------------------------------------------*
http://blog.spu.ac.th/



